"สมคิด" ประชุมด่วนแก้ปัญหา เงินเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด

12 ธันวาคม 2561

จากกรณีที่รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่มุ่งเน้นให้ประเทศมี “ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ประชาชนที่มีรายได้ที่เพียงพอ โดยได้มอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่มี พล.อ. อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พม. กำกับดูแลนโยบายเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดที่อยู่ในครัวเรือนยากจน

โดยการจ่ายเงินที่ผ่านมาสามารถจำแนกได้ดังนี้ (1) เด็กเกิดระหว่าง 1 ต.ค. 2558 ถึง วันที่ 30 ก.ย. 2559 รายละ 400 บาท ต่อเดือน เป็นระยะเวลา 1 ปี โดยกระทรวง พม.เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงสาธารณสุข เป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกัน และเมื่อวันที่ 22 มี.ค. 2559 (2) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ดำเนินโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ต่อเนื่องสำหรับกลุ่มเป้าหมายใหม่ในแต่ละปี โดยให้เงินอุดหนุนตั้งแต่แรกเกิดจนครบอายุ 3 ปี สำหรับเด็กที่อยู่ในครัวเรือนยากจน หรือครัวเรือนที่เสี่ยงต่อความยากจน และ (3) เพิ่มเงินอุดหนุนเป็น 600 บาท ต่อเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนต.ค. 2559 เป็นต้นไป

เมื่อวันที่ 20 พ.ย. นายสมคิด สมศรี อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวง พม. กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2561พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ว่ามีเรื่องร้องเรียนผ่านช่องทางสื่อสารออนไลน์ใหม่ของตนเป็นจำนวนมาก เกี่ยวกับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ซึ่งได้มอบหมายให้กระทรวง พม. ไปดำเนินการเป็นการเร่งด่วนนั้น ในส่วนของกรมกิจการเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง จึงได้จัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย กรมบัญชีกลาง กรมการปกครอง และบริบัท สมาร์ทโซลูชั่น จำกัด ที่ดูแลระบบการจ่ายเงิน เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2561 เวลา 13.30 น. ณ หอประชุม กรมกิจการเด็กและเยาวชน ที่ผ่านมา

นายสมคิด กล่าวว่า กระบวนการจ่ายเงิน ตามแนวทางบูรณาการฐานข้อมูลสวัสดิการทางสังคม หรือที่เรียกว่า การจ่ายเงินผ่านระบบ e-Payment ภาครัฐ มี 3 ช่องทาง คือ(1) กรณีประสงค์ “รับเงินผ่านบัญชีธนาคาร” กรมบัญชีกลางจะโอนเงินเข้าบัญชีของผู้มีสิทธิ์โดยตรงผ่านธ.กรุงไทย หรือ ธ. เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ออมสินเฉพาะประเภทบัญชีออมทรัพย์ หรือบัญชีเผื่อเรียก หรือบัญชีกระแสรายวัน เท่านั้น (2) กรณีประสงค์ "รับเงินผ่านพร้อมเพย์" กรมบัญชีกลางจะโอนเงินเข้าบัญชีของผู้มีสิทธิ์ที่ได้ผูกพร้อมเพย์ โดยเลขประจําตัวประชาชน โดยสามารถโอนได้ 15 ธนาคาร และ(3) กรณีประสงค์ “รับเงินสด” กรมบัญชีกลางจะโอนเงินเขาบัญชี ดย./พมจ. เพื่อจ่ายต่อให้กับผู้มีสิทธิ์”

สำหรับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบจ่ายเงิน มีดังนี้ (1) ผู้มีสิทธิ์ในรายที่ลงทะเบียนไว้นานแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงิน อาจมีสาเหตุที่ข้อมูลบางส่วนไม่ถูกต้อง เช่น ข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กแรกเกิดไม่ถูกต้อง เช่น วัน เดือน ปีเกิด ของเด็ก หรือพบข้อมูลเด็กในฐานข้อมูลทะเบียนบ้านกลาง ฯลฯ จะส่งผลทำให้ไม่สามารถจ่ายเงินให้แก่ผู้มีสิทธิ์ได้จนกว่าจะมีการแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง หรือข้อมูลเลขที่บัญชีที่ใช้รับเงินไม่ถูกต้อง หรือเลขที่บัญชีที่ให้ไว้เมื่อตอนลงทะเบียนถูกปิดไปแล้ว (เนื่องจากบัญชีไม่มีการเคลื่อนไหว) มีปัญหาไม่สามารถติดต่อให้ผู้มีสิทธิ์ได้ เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงเบอร์โทรศัพท์ (2) กรณีที่ผู้มีสิทธิ์บางรายเปลี่ยนแปลงบัญชีธนาคารที่ผูกพร้อมเพย์ระหว่างเดือน เมื่อมีการจ่ายเงินอุดหนุนในเดือนใหม่ กรมบัญชีกลางจะโอนเงินไปเข้าบัญชีใหม่ที่ผูกพร้อมเพย์ไว้ แต่ผู้มีสิทธิ์คิดว่าไม่ได้รับเงิน เพราะเงินจะไปเข้าบัญชีเดิม ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่าจำนวนผู้ไม่ได้รับเงินมีอยู่ประมาณ 97,000 คนทั่วประเทศ จากจำนวนผู้มีสิทธิทั้งหมดกว่า 680,000 คน โดยกรมกิจการเด็กและเยาวชนได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาไปบ้างแล้ว คงเหลือผู้ไม่ได้รับเงินอีกจำนวน 54,000 คน โดยจะเร่งแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด

ส่วนแนวทางในการแก้ไขปัญหา ขณะนี้กรมกิจการเด็กและเยาวชนได้สั่งการให้บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดร่วมกับสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด ลงไปติดตามแก้ปัญหาในพื้นที่ รวมถึงการสร้างเครือข่ายจากสภาเด็กและเยาวชนซึ่งมีถึงในระดับตำบล ให้ช่วยตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลสถานะของผู้ขอรับสิทธิให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ ในส่วนกลางขณะนี้กรมกิจการเด็กและเยาวชนได้ดำเนินการปรับปรุงระบบรองรับฐานข้อมูล(server) ให้มีประสิทธิภาพเพื่อรองรับข้อมูลจากผู้ลงทะเบียนที่จะมีมากขึ้นต่อไปในอนาคต

 

แหล่งที่มา : Daily News

Tag :

แผนผังเว็บไซต์